FEATURE

บทความสาระดี ๆ ที่น่าติดตามเกี่ยวกับ กิน เที่ยว

หลงไปในป่าขนมปัง

Baked Wondering, Forest Wanderer

Text by Jirat Prasertsup
Photography by  Karin Mongkonphan

หากจะกล่าวว่าร้านขนมปังโฮมเมด Forest Bake ที่ตั้งอยู่ในกระท่อมน้อยใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในย่านวัดเกต เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ของศิลปินสาวที่เรียกตัวเองว่า Forest Wanderer ก็ไม่ผิดนัก

เพราะไม่เพียงแต่ขนมปังแบบ artisan bread หลากชนิดที่เรียงรายอยู่เต็มชั้น หากการจัดวางบรรยากาศ การตบแต่งที่รุ่มรวยไปด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจ ไปจนถึงคอนเซปต์ของร้านที่นำจินตนาการแบบแฟรี่เทล (fairy tale) มาผสานกับเรื่องราวเก่าก่อนในพื้นที่ Forest Bake ไปไกลกว่าร้านอาหารทั่วไปพอสมควร

ทั้งหมดทั้งมวลต้องยกเครดิตให้หญิงสาวตัวเล็กที่เธอยืนยันอยู่หลายครั้งว่าแรงบันดาลใจที่เห็นอยู่นี้เธอล้วนเอามาจากการพาตัวเองไปรื่นรมย์กับป่า และนั่นคือที่มาของชื่อ Forest Wanderer

ลินนา – นลินนา ลี เกิดที่เชียงใหม่ เติบโตที่อังกฤษ เรียนจบแฟชั่นจากสิงคโปร์ เธอเริ่มเขียนบล็อกเกี่ยวกับการประดิษฐ์แบบ DIY ตั้งแต่อายุ 15 ปี เคยเล่นละครโทรทัศน์อยู่สองเรื่องตอนอายุ 17 เคยเซ็นสัญญาทำอัลบั้มกับค่ายเพลง จากนั้นก็ทำรายการโทรทัศน์ เขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม เป็นสไตลิสต์ เขียนบล็อกเกี่ยวกับการทำอาหารและแรงบันดาลใจจนมีแฟนคลับเหนียวแน่น ในวัย 29 ปี หลังจากเธอเขียนสูตรทำขนม (พร้อมทำสไตลิ่งและถ่ายรูป) แจกเพื่อนในอินสตาแกรมมาได้สักระยะ เธอคิดว่าน่าจะเอาสูตรที่เขียนแจกในนั้นมาทำเป็นขนมให้คนอื่นได้กินจริงๆ ลินนาจึงลงมือออกแบบกระท่อมหลังน้อยที่ตั้งอยู่ในทำเลของร้านอาหารอินเดีย Hinlay Curry ของแม่ของเธอ สร้างร้านขนมปังเล็กๆ ในชื่อ Forest Bake

ดูเหมือนเป็นโปรเจกต์ทำเล่นๆ เอาสนุก แต่หากใครได้ไปลอง มีน้อยรายเหลือเกินที่จะไม่ตกหลุมรักรสชาติของขนมปังของเธอ

ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากร้านขนมปังในซาน
ฟรานซิสโกและพอร์ทแลนด์ ผสมกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น (แต่มีของตบแต่งวินเทจจากยุโรปอีกหลากหลาย) Forest Bake ไม่เพียงจำหน่ายขนมปังโฮมเมด (หมักด้วยยีสต์ธรรมชาติ) หลากชนิด ยังมีขนมเค้ก บราวนี่ ขนมอบซึ่งจะผลัดเปลี่ยนเมนูไปตามฤดูกาล (ทั้งยังมีลูกเล่นในการเสิร์ฟผ่านการตบแต่งจากดอกไม้ที่กินได้ มาเพิ่มความสวยงามให้จานขนมอีก) รวมทั้งเครื่องดื่มผลไม้แยกกาก (cold pressed juice) น้ำผึ้งป่า แยมผลไม้ เนยถั่ว และซอสเพสโต้ให้ได้ซื้อหากลับบ้าน

ลินนาเล่าว่าที่ตั้งของร้านที่อยู่ในย่านวัดเกตการามแห่งนี้แต่เดิมคือผืนป่าที่เป็นของคุณทวดชาวสก๊อตแลนด์ผู้ย้ายมาทำงานเชียงใหม่ (บ้านของคุณทวดของเธอคือที่ตั้งของโรงแรม 137 Pillars ในปัจจุบัน) คอนเซปต์ของร้านเกิดจากจินตนาการเกี่ยวกับอาหารเช้าจานโปรดของคุณทวดซึ่งก็คือขนมปังที่อบสดใหม่โดยแม่บ้านของคุณทวดทุกเช้า แต่ด้วยความที่อยู่ในป่า ในแต่ละวัน ขนมปังของคุณทวดก็จะถูกสุนัขจิ้งจอกที่อาศัยอยู่ในป่าแถวนั้นแอบย่องมาขโมยขนมปังไป ขนมปังที่เจ้าสุนัขจิ้งจอกขโมยไปก็คือขนมปังที่ร้าน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมโลโก้ของร้านต้องเป็นใบหน้าของสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กำลังกัดขนมปัง

...กระทั่งคอนเซปต์ของร้านก็ยังไม่พ้นเรื่องป่า... 

“เราโตมากับธรรมชาติและข้าวของที่เป็นวินเทจ เพราะคุณแม่ชอบสะสมของเก่าและต้นไม้ บ้านที่เราอยู่มีแต่ต้นไม้ใหญ่ พอไปเรียนที่อังกฤษก็อยู่โรงเรียนชนบทซึ่งมีแต่ป่า สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เราชอบอยู่เงียบๆ กับธรรมชาติและได้แรงบันดาลใจจากในนั้น และยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นเราพบว่าตัวเองชอบประดิษฐ์สิ่งของแบบ DIY เป็นงานอดิเรก ส่วนหนึ่งก็เพราะข้าวของเครื่องใช้ที่อังกฤษราคาแพง ก็เลยประดิษฐ์เพื่อใช้เองเป็นส่วนใหญ่ ก็เอาของเก่าหรือเสื้อผ้าเก่ามาเย็บมาทำให้เป็นของตบแต่งบ้าง จากนั้นก็เริ่มเขียนบันทึกการทำงานของตัวเองลงบล็อก ตอนมานั่งย้อนดูบันทึกในบล็อก สิ่งของที่เราประดิษฐ์ส่วนใหญ่ก็มีคาแรกเตอร์แบบฮิปปี้หรือโบฮีเมี่ยนอย่างไม่ตั้งใจพอสมควร ซึ่งมันก็มีความยึดโยงอยู่กับธรรมชาติและความเป็นวินเทจอีก” หญิงสาวที่นิยามชื่อ Forest Wanderer ของเธอว่า ‘สาวป่าสไตล์วินเทจ’ กล่าว  

ลินนาบอกว่าเธอพบว่างานที่เธอรักที่สุดคืองานที่ทำด้วยมือและการอยู่ในพื้นที่ตัวเองเงียบๆ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้เธอเรียนจบมาทางแฟชั่น แต่เธอกลับหันหลังให้กับการเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์ อาชีพที่ต้องพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางแสงแฟลชอยู่เป็นนิจ หลังจากเรียนจบ ลินนาเขียนหนังสือเกี่ยวกับการประดิษฐ์สิ่งของด้วยตัวเอง (See Sew เล่ม 1-5 สำนักพิมพ์ Polkadot) ทำรายการโทรทัศน์ D.I.Y. Style Nalinna และรับงานสไตลิสต์ รวมทั้งทำงานศิลปะเชิงหัตถกรรม เมื่อทำงานมากเข้า ลินนาก็พบจุดร่วมของการใช้ชีวิตและความรักในการทำงานของเธออยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งจุดร่วมที่ว่าก็คือ ‘ความช้า’...

“ไม่ใช่ว่าเราทำงานช้าอะไรอย่างนี้นะ แต่หมายถึงความเนิบช้าแบบละเมียดละไมน่ะ” ลินนาอธิบายนิยามความช้าของเธอด้วยรอยยิ้ม...

นิยามเดียวกับที่ผู้คนในยุคสมัยนี้เรียกว่า สโลว์ไลฟ์ (slow life)

“เอาเข้าจริง เราว่ายุคสมัยนี้ทุกอย่างมันเร็วไปหมด ตั้งแต่การเสพข่าวสารบนโลกโซเชียล ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการกินดื่มที่รีบเร่งไปหมดจนบางทีด้วยปัจจัยหลายอย่างก็ทำให้ผู้คนต้องเร่งเกินเหตุ ทั้งๆ ที่ก็อาจไม่จำเป็นต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ เราเลยพยายามจะสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์ที่มีความเป็น artisan ขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งการทำอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์นี้ มันครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตที่เน้นกรรมวิธีและวัตถุดิบจากธรรมชาติมากที่สุด การสร้างบรรยากาศของร้านให้ผ่อนคลาย และเปิดให้ผู้คนได้ละเมียดละไมกับสิ่งรอบข้าง ได้รื่นรมย์กับภาพลักษณ์ กลิ่น และรสชาติของอาหาร ให้คุณรู้สึกเหมือนมานั่งกินขนมที่บ้าน มาแต่ละครั้งก็จะเจอเซอร์ไพร์ซขนมหน้าตาใหม่ๆ ไม่ซ้ำกัน ค่อยๆ กินขนม จิบกาแฟ ดื่มชาหรือน้ำผลไม้ มาดูงานศิลปะและของวินเทจที่เราสะสม อยากให้สิ่งที่เราทำมันเป็นหนึ่งในทางเลือกของไลฟ์สไตล์ของคุณ เรารื่นรมย์กับสิ่งนี้ ก็อยากให้คนอื่นๆ ได้รื่นรมย์ด้วย”

ปัจจุบัน ลินนาร่วมกับคนรักเปิดบริษัท Forestless Design Consultancy บริษัทที่ปรึกษาในด้านการออกแบบและแบรนดิ้ง ซึ่งชื่อ Forest Wanderer ที่เธอใช้ทำงาน และร้านขนมปัง Forest Bake ก็อยู่ภายใต้ร่มของบริษัทนี้ด้วย โดยแผนการต่อไปของเธอคือการเปิดร้าน Forest Cabinet จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และสินค้าวินเทจที่เธอสะสมส่วนตัว โดยจะเปิดอยู่ข้างๆ ร้านขนมปัง เช่นเดียวกับ Forest Stay ที่พักแบบแอร์บีเอ็นบีซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่อันร่มรื่น  

และนั่นคือชีวิตและหน้าที่การงานของสาววินเทจนักอบขนมสไตล์จัดผู้นี้ ที่ซึ่งในทุกแง่มุมของเธอล้วนเชื่อมโยงไปกับธรรมชาติและผืนป่าอย่างกลมกลืนและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ลินนาอธิบายว่า Forest Wanderer ไม่ใช่นักเดินป่าแบบแคมเปอร์ (camper) แต่เป็นคนที่ชอบขับรถไปนอกเมือง หามุมที่ร่มรื่นข้างทาง หรืออาจะเป็นทางเดินในป่าไม่ไกลเพื่อนั่งพัก สำรวจสิ่งรอบตัว และหาแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเบื้องหน้า เธอบอกว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่เหมาะกับวิถีชีวิตของเธอก็เพราะแม้แต่อยู่ในเมืองก็ยังมีพื้นที่ให้ต้นไม้ใหญ่ได้ขึ้นไม่น้อย หรือแค่ขับรถออกจากเมือง 15 นาที ก็เจอภูเขาและผืนป่ารออยู่แล้ว 

Forest Bake เปิดทุกวันพุธ-อาทิตย์ 10.00 น. - 15.00 น.

Facebook : forestbake

Share this Feature

INTERESTING FEATURE